การศึกษาอเมริกัน : ภาพฝันการศึกษาไทย
โดย จารุพล สถิรพงษะสุทธิ

ผมเองก็เคยสับสนกับระบบการศึกษาใหม่ ที่หาความแน่นอนไม่ได้ โดยเฉพาะกรณีการสอบเอนทรานซ์ แต่เมื่อได้มีโอกาสศึกษาต่อต่างประเทศ ได้มาอยู่ในระบบการศึกษาอเมริกันจริงๆ ผมจึงเข้าใจว่าความเป็นไปได้นั้นมีเพียงใด

การศึกษาระดับมัธยมศึกษาของเมริกานั้นไม่มีมาตรฐานแน่นอน เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลแต่ละรัฐ แต่ก็ยัง
สามารถแบ่งโรงเรียนออกเป็นสองระบบ คือ โรงเรียนเอกชน(private school) และโรงเรียนรัฐบาล(public school) โรงเรียนเอกชนบางแห่งที่มีนักเรียนประจำเป็นจำนวนมาก จะเรียกว่าโรงเรียนประจำ(boarding school) และโรงเรียนเอกชนที่มีจุดหมายเพื่อเตรียมนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย จะเรียกprepschool(มักเป็นโรงเรียนประจำ) ซึ่งโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่นี้จัดอยู่ใน
ประเภทนี้

ในโรงเรียนมัธยม นักเรียนสามารถเลือกเรียนวิชาต่างๆตามที่สนใจ โดยวิชาแต่ละวิชาจะระบุชั้นที่สามารถลงเรียน
ได้หรือระดับความรู้พื้นฐานที่ต้องมี และโรงเรียนขะมีข้อบังคับพื้นฐานในการจบการศึกษา เช่น ต้องเรียนภาษาอังกฤษทุกปี
คณิตอย่างน้อยสามปี เป็นต้น

ระบบมหาวิทยาลัยก็แตกต่างไปจากของคนไทย โดยเป้าหมายของไทยคือ "ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเพื่อป้อนสู่
ตลาดแรงงาน" บัณฑิตในแต่ละสาขาจึงมีจำนวนจำกัดตามความต้องการของตลาด ส่วนปรัชญาการศึกษาระดับปริญญาตรีของอเมริกา คือ ผลิตบัณฑิตที่มีความรอบรู้ดี(well rounded) โดยมีความรู้เฉพาะทางตามความสนใจ มหาวิทยาลัยจึงไม่มีระบบคณะ แต่เป็นระบบวิชาเอก โดยเมื่อเข้าเรียนในปีแรก นักเรียนอาจเลือกเรียนในขอบข่ายกว้างๆก่อน แล้วเลือกวิชาเอกในช่วงปีสองหลังจากได้สัมผัสวิชาต่างๆในช่วงปีหนึ่ง นอกจากนี้
บางมหาวิทยาลัยยังอนุญาตให้นักศึกษาจบการศึกษาในหลายวิชาเอกได้ด้วย

จากข้อมูลที่นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆสำรวจ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เปลี่ยนวิชาเอกที่เลือกจากก่อนเข้ารับ
การศึกษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งข้อมูลนี้อาจตีความได้ว่านักศึกษาจะเข้าใจในความสามารถและความต้องการของตนเองมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย หากการตีความนี้เป็นจริงกับนักศึกษาไทยด้วยแล้ว ทำให้ต้องคิดถึงความเหมาะสม
ของมหาวิทยาลัยไทยที่ห้ามนักศึกษาเปลี่ยนคณะเรียน

การคัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของอเมริกานั้น คือระบบadmission ซึ่งประเทศไทยกำลังพยายามใช้อยู่ ซึ่งซับ
ซ้อนและเข้าใจยาก การจะทำความเข้าใจระบบแอดมิซซันนั้น ขั้นแรกต้องสมมติว่า นักเรียนและเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยนั้นซื่อสัตย์สุจริต จากนั้นจึงจะมองต่อเข้าไปได้โดยไม่รู้สึกขัดแย้ง

การคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน จะใช้คณะกรรมการคัดเลือกเป็นรายบุคคล นักเรียนจะเขียนใบสมัครตามที่แต่ละ
มหาวิทยาลัยจัดทำ แล้วส่งไปสำนักงานแอดมิซซันของแต่ละมหาวิทยาลัย นักเรียนคนหนึ่งสามารถส่งใบสมัครได้ไม่จำกัดจำนวน แต่เนื่องจากค่าสมัครนั้นค่อนข้างสูง นักเรียนจึงสมัครไม่เกิน10มหาวิทยาลัย แบ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าได้แน่นอน มีโอกาส และเข้าได้ยาก หลังจากนั้น คณะกรรมการจะทำการคัดเลือกนักเรียนจำนวนหนึ่ง(มากกว่าจำนวนที่รับ) แล้วส่งผลการคัดเลือก
ให้นักเรียน นักเรียนคนหนึ่งอาจได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนได้หลายวิทยาลัย แต่สุดท้ายต้องเลือกเพียงแห่งเดียว

จากระบบนี้ เห็นได้ว่าเป็นการใช้คนเป็นผู้ตัดสิน โดยเกณฑ์อาจได้แก่ คะแนนสอบวัดมาตรฐานระดับชาติ(SAT)
คะแนนสอบจากโรงเรียน ความยากของวิชาที่ลงเรียนตอนม.6 รายงานความประพฤติจากโรงเรียน(เขียนโดยครูแนะแนว) จดหมายจากครูผู้สอนสองท่าน กิจกรรม ความสำเร็จและรางวัลต่างๆ และเรียงความส่วนบุคคล(personnal essay) โดยความสำคัญของเกณฑ์ต่างๆนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย แต่โดยรวม มหาวิทยาลัยจะให้ความสำคัญกับ
ความสามารถทางการศึกษาเป็นดับแรก ไม่ได้ใช้การเรียงลำดับตัวเลขจากคะแนนแต่อย่างใด

มหาวิทยาลัยอเมริกาถือคติว่าKnowing an applicant as a person not as a test score

หากจินตนาการระบบแอดมิซซันในเมืองไทย อาจเกิดปัญหาต่างๆดังนี้

คะแนนการสอบวัดมาตรฐานระดับชาติ
ของไทย ได้แก่การสอบเอนทรานซ์ ปัญหา คือ ความเหมาะสมและมาตรฐานของข้อสอบ

คะแนนสอบของโรงเรียน
ปัญหาเรื่องความยุติธรรมของการวัดผลในแต่ละโรงเรียน และคุณภาพของแต่ละโรงเรียนเอง

ความยากของวิชาที่ลงเรียนใน ม.6
ข้อจำกัดด้านผู้สอน(ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน) การจัดการวิชาเลือก โดยสรุปคือ ระบบการศึกษา
ไทยไม่เอื้อต่อปัจจัยข้อนี้นั่นเอง

รายงานความประพฤติของโรงเรียน
เขียนโดยครูแนะแนว ซึ่งการเขียนรายงานความประพฤตินี้ไม่ใช่ธรรมชาติของคนไทย เท่าที่เห็น ก็จะมีข้อความ
เหมือนกันหมด "มีความประพฤติเรียบร้อย ตั้งใจเรียน มีระเบียบ" ซึ่งไม่ได้มีความหมายอะไรมาก และจำนวนนักเรียนต่ออาจารย์แนะแนว ทำให้อาจารย์ไม่สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง

จดหมายจากครูผู้สอน
คล้ายกันกับรายงานความประพฤติ

รายการกิจกรรม ความสำเร็จ และรางวัลทางการศึกษา
ข้อนี้เป็นไปได้สูง เพราะเป็นสิ่งที่นักเรียนทำจริง มีหลักฐาน ปัญหาคือ ความซื่อสัตย์ของนักเรียน เพราะกรรมการ
คัดเลือกไม่อาจตรวจสอบได้หมด ในอเมริการก็ใช้ระบบความซื่อสัตย์นี้ ซึ่งอาจไม่ได้ผลในเมืองไทย

เรียงความส่วนบุคคล
เป้าหมายคือ การได้เห็นตัวตนของนักเรียน เช่น เป็นคนกล้าทำในสิ่งที่ถูก มีน้ำใจแก่ส่วนรวม มีวิสัยทัศน์ เป็นต้น
โดยให้เขียนในพื้นที่จำกัด ซึ่งหลักเกณฑ์ก็ต่างกันตามแต่ละมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหนึ่งอาจชอบนักศึกษาที่มีบุคคลิกแบบหนึ่ง เป็นต้น และเรียงความนี้ ยังทำให้เห็นถึงความสามารถทางการเขียนของนักเรียนอีกด้วย
ปัญหา คือ นักเรียนไทยยังขาดความเป็นอัตลักษณ์ เรียงความส่วนใหญ่ของนักเรียนก็จะออกไปในทางเดียวกัน ซึ่ง
ระบบนี้ใช้ได้ผลในอเมริกาเพราะชาวอเมริกันมีความเป็นปักเจกชนสูง

นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ คือ ระบบอุปถัมภ์ของคนไทย ซึ่งการที่จะหนีระบบอุปถัมภ์ได้นั้น ก็
ด้วยการกำหนดสูตร และสัดส่วนคะแนน ซึ่งเป็นการทำลายความสำคัญของระบบแอดมิซซันโดยสิ้นเชิง
สุดท้าย มหาวิทยาลัยต่างๆก็ต้องหาทางออกของตนเอง โดยยึดเอามาตรฐานของตนเป็นหลัก การสอบตรงนั่นเอง
ทำให้นักเรียนตองวุ่นวายในการเข้าสมัคร (และบางทีวันสอบยังตรงกันอีก โว้ยยยยยยยยยยยยยยย)
ความจริงแล้ว การที่รัฐเลือกที่จะลอกแบบระบบแอดมิซซันมาใช้ โดยมิได้พิจารณารากฐานระบบการศึกษา ทำให้
ระบบทั้งหมดปั่นป่วน ซึ่งจะสามารถทำระบบแอดมิซซันนั้น ต้องมีการปฏิรูประบบโรงเรียนขนานใหญ่ และที่สำคัญ คือ การปฏิรูปความคิดและค่านิยมของสังคม ซึ่งยากกว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหายาบ้ามากนัก

อยากให้คุณๆในกระทรวงอ่านจัง (บทความนี้เขียนโดยรุ่นพี่ที่โรงเรียนเราเอง พี่ฟ้าคับ) เด็กม.ปลาย อ๊ะ มหาลัยแล้วสิ ยังคิดได้ขนาดนี้เลย เราว่า พวกนั้นก็คงรู้อยู่หรอก แต่ประมาณว่า ตูจะทำ ใครจะทำไม มากกว่า
เฮ้ยยยยยยยยย เซ็ง
สงสารรุ่นน้องๆง่ะ


เฮ้ย บล็อกวันนี้มีสาระวุ้ย
แถมๆ
เรื่องของวันนี้
MONSTERมาฉายช่องasian moviesแล้วน้า~~~~~ สองทุ่ม วันจันทร์จ้า (บังเอิญเปิดไปเจอพอดี) เย้ๆๆๆๆ ทำให้รู้สึกชอบยูบี
ซีมากขึ้น หลังจากหมั่นไส้academy fantasia กะที่มันเอาคนมาพูดๆคั่นรายการ(พูดน่ะไม่ว่าหรอก แต่พูดภาษาให้มันเป็นภาษาได้ไหม รำคาญอ่ะ)


TRICK - L'Arc~en~ciel (เย้ หาได้แล้ว)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ช่ายยๆๆ
เห็นด้วยที่ระดับมาตรฐานของแต่ละรร.ไม่เท่ากัน แถมไอที่เขียนรายงานความประพฤติก้อชอบเขียนว่า เรียบร้อย มีระเบียบ 5555
บางคนเลวมากมาย ครูแนะแนวมานยังเขียน
แบบนั้นเร้ยยยยยย
>w< อยากดูมอนสเตอร์จังงงงง
ชอบเรื่องนี้มากเลย โยฮันจ๋า~~~

อุ๊ >< บางรร.มันโกงข้อสอบให้นักเรียนด้วย ไม่ยุติธรรม!!!
อืม ก็อย่างที่เค้าว่า ครูบางคนขี้เกียจๆ ก๋เขียนเกือบเหมือนกันหมดทั้งห้องก็ว่าด้าย

#3 By Zaychi on 2005-04-06 01:35

ต้อง บอกว่า ระบบสังคมบ้านเรา ยังยึด ค่านิยม ชื่อ มหาวิทยาลัย ทำให้เด็กบางคน มีความต้องการเอนท์ติดเพื่อ ได้ใช้ชื่อ ม. นั้นๆ
เช่น นาย เอ นามสมมุติ เอนท์เข้า ม.xx เพราะอยากเป็นเด็กแนว ทั้ง ที่นายเอ ไม่ชอบเรียนศิลปะเท่าไรนัก

นั่นคือเรื่องที่น่าวิตก เพราะ เด็กลืม หาความต้องการของตัวเอง ระบบ ค่านิยม เพื่อได้ชื่อว่าเป็นคนเอนท์ติด แต่ จบมา งิบงิ้ว นี่แหละที่น่าห่วง วันนี้เหมือนจะมีสาระ(กับเขาบ้าง)

#4 By เจ๋ง on 2005-04-06 08:50

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ จีนว่าระบบการศึกษาไทยยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะไปใช้ระบบแอดมิชชั่นเหมือนอย่างอเมริกาเค้า
แต่ก็นะ ได้แต่หวังให้พวกผู้ใหญ่เขาฟังเราบ้างแค่นั้นแหละ= ="

#5 By jeen on 2005-04-26 20:14

http://house.exteen.com/20050426/entry
ตอบในบล็อคครับ

#6 By house on 2005-04-26 21:41

เห็นด้วยเพราะคิดว่าคนที่เรียนดีมาตลอดจะได้มีสิทธิ์เพิ่มขึ้น

#7 By แป้งฝุ่น (61.7.147.38) on 2005-07-11 17:25

เย้ยย

น่านจิ

มีสาระดีแฮะ

#8 By กึ๊น้oe (202.28.27.3 /10.40.2.198) on 2005-09-01 10:20

#9 By (203.154.78.183 /191.168.15.151) on 2006-04-12 14:40

น่าอ่านถ้าหายป่วย

#10 By อ้อม (161.200.154.11) on 2006-06-27 17:09

#11 By (203.158.177.4 /203.158.176.11) on 2006-08-18 10:41

ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากด้วยเพราะอีกหน่อยโซนยุโรปก็จะเข้ามาใช้ระบบเก่าของบ้านเรา

#12 By zzzzzzzzz (202.149.25.241) on 2008-05-06 15:55

8e18f5ec9a300f62d696fe8b487b0322

#13 By John Doe (64.28.187.69) on 2008-06-12 19:07